<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/index/id/6</link>
<atom:link href="https://arc.nia.or.th/th/content/category/index/id/6" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[เปิดโลกความยิ่งใหญ่ของศิลปะร่วมสมัยเมืองอุบลกับ “อุบลอาร์ตเฟส 2022 ครั้งที่ 2”]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/327</link>
<guid isPermaLink="false">9c5de3bd8b3c63a9f929e71282794d76</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เปิดโลกความยิ่งใหญ่ของศิลปะร่วมสมัยเมืองอุบลกับ &ldquo;อุบลอาร์ตเฟส 2022 ครั้งที่ 2&rdquo; ผ่านปรากฏการณ์งานศิลปะสร้างสรรค์ด้วยแนวคิดนวัตกรรมเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202305018a8bb7cd343aa2ad99b7d762030857a2153528.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p>NIA ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี หอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยพันธมิตรภาครัฐและเอกชนกว่า 50 องค์กร ผนึกกำลังจัด &ldquo;นิทรรศการแสดงงานศิลปะเมืองอุบลฯ 2565 (UBON ART FEST 2022)&rdquo; ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด &ldquo;ยกระดับการนำเสนองานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม&rdquo; เมื่อวันที่ 9 - 11 ธันวาคม 2565 ณ บริเวณโรงแรมยู โฮเต็ลแอนด์คาเฟ่ เลียบถนนอุปราช และจุดแสดงงานเครือข่ายศิลปะกว่า 50 จุดทั่วเมืองอุบลฯ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมงานศิลปะและศิลปิน วัฒนธรรมท้องถิ่น สู่การสร้างสรรค์งานศิลป์ร่วมสมัยเพื่อชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่</p>

<p>.</p>

<p>โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงานและแนวคิดการนำศิลปะ วัฒนธรรมที่โดดเด่นของเมืองอุบลฯ มาสร้างสรรค์งานเทศกาลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัด พร้อมด้วย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ Pun-Arj Chairatana ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม ในฐานะองค์กรผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายธานิน ภัทรธนเศรษฐ์ ประธานจัดงาน UBON ART FEST 2022 และรองประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในฐานะผู้ริเริ่มการจัดงาน</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20230501693a9fdd4c2fd0700968fba0d07ff3c0153528.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /></p>

<p>ดร.พันธุ์อาจ กล่าวว่า การจัดงาน &ldquo;UBON ART FEST 2022&rdquo; ครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการนำเสนองานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่งาน Asian&rsquo;s Innovative Art Festival ครั้งแรกของประเทศไทยก็ว่าได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจของ NIA ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับภูมิภาคภายใต้เป้าหมายยุทธศาสตร์ในการสื่อสารและสร้างการรับรู้ด้านนวัตกรรม และสร้างให้เกิดความร่วมมือตั้งแต่ระดับภูมิภาคจนถึงระดับนานาชาติ สำหรับการจัดงานในปีนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเชิงระบบเพื่อสร้างมูลค่าและตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งบุคลากร งานศิลปะ งานอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยการนำเสนอผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำจุดเด่นทางศิลปะวัฒนธรรมของจังหวัดอุบลราชธานีมาเป็นแก่นในการเชื่อมโยงพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในพื้นที่ จะทำให้เกิดการกระตุ้น ต่อยอดการสร้างสรรค์ และนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมในพื้นที่อย่างมีนัยยะสำคัญ ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารงานศิลป์ร่วมสมัยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ถือเป็นงานที่น่าสนใจและอยากเชิญชวนให้เข้ามาร่วมชมงานกัน NIA หวังว่างานนี้จะถูกจัดต่อเนื่อง และกลายเป็นงานประจำปีของจังหวัดอุบลฯ ต่อไป</p>

<p>.</p>

<p>ทั้งนี้กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดแสดงงานศิลปะภายในห้องพักโรงแรมในบรรยากาศที่มีศิลปินเจ้าของผลงานเป็นผู้แนะนำผลงาน (Art Hotel Gallery) กว่า 500 ผลงานจากกว่า 50 ศิลปิน อีกทั้งยังมีห้องจัดแสดงผลงานศิลปะของบุคคลที่มีชื่อเสียงเช่น คุณหญิงหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ คุณกรณ์ จาติกวณิช คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร และอีกหลายท่าน ซึ่งผลงานบางส่วนจะถูกนำไปประมูลเพื่อหารายได้ช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น ห้องจัดแสดงศิลปะของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการยกระดับการจัดงานสู่การเป็น Asian&rsquo;s Innovative Art Festival เป็นครั้งแรกในจังหวัดอุบลฯ การจัดแสดงการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบ Live! Performance Show ที่จะได้เห็นการทำงานจริงของศิลปินหลายแขนง ทั้งศิลปะการแกะเทียนในแบบ Universal Wax Carving การแกะสลักน้ำแข็งจากทีมแชมป์โลกคนอุบลฯ การประกวด Art Showpiece ระดับเยาวชน</p>

<p>.</p>

<p>นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาและสัมมนา (Art Talk &amp; Workshop) โดยศิลปินแนวหน้าระดับประเทศ ศิลปิน NFT งานอาหารท้องถิ่นอุบลฯ (Ubon Street Food Art Show) งาน Street Art Market ที่รวบรวมผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ที่มีความสามารถในงานศิลปะมาจำหน่ายสินค้าศิลปะในรูปแบบตลาดงานศิลปะริมถนน การจัดแสดงงานภาพถ่าย &ldquo;เมืองอุบลฯ&rdquo; (UBON City Photo Gallery) การจัดแสดงผลงานโมเดลจำลองของกลุ่มสถาปนิกเมืองอุบลฯ การจัดแสดงงานศิลปะแบบ NFT Digital Art Exhibition และการประกวดนิลมังกร NFT Art Design Contest ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่มีเวทีการแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านโจทย์ที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของนิลมังกรจากโครงการประกวดสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทยของ NIA รวมถึงการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตที่ประยุกต์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ จุดประกายความคิดใหม่ไปพร้อมกับการสร้างแรงบันดาลใจในศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวจังหวัดอุบลฯ และภาคอีสาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501169ef337304220c308c2a0b5273f0c70153418.jpg' type='image/jpg' length='40550' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีนวัตกรรมโลก 2564]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/326</link>
<guid isPermaLink="false">c4761ec70cb080803d1b2a851e10750b</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้รับเกียรติร่วมงานเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ดัชนีนวัตกรรมโลก 2564 &ndash; ผลการจัดอันดับของกลุ่มประเทศอาเซียนและการใช้ดัชนีเป็นตัวขับเคลื่อนและยกระดับนวัตกรรม&rdquo; เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งจัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางที่ประเทศในอาเซียนนำดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนานโยบายใหม่ ๆ และส่งเสริมด้านนวัตกรรม</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202305017f6ffaa6bb0b408017b62254211691b5153203.jpg" style="width: 600px; height: 338px;" /></p>

<p>GII เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเป็นสะพานเชื่อมระบบนวัตกรรมของประเทศ ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา โดย NIA ได้เริ่มใช้ GII เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การพัฒนานวัตกรรม มีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น การเสวนาออนไลน์ เพื่อวิเคราะห์ผลการจัดอันดับ GII และเพื่อสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และความสำคัญของ GII ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี</p>

<p>.</p>

<p>ขณะนี้ ปัจจัยชี้วัดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศไทยที่โดดเด่นมากที่สุด คือกลุ่มปัจจัยด้านระบบตลาด และกลุ่มปัจจัยด้านระบบธุรกิจ โดยเฉพาะสัดส่วนค่าใช้จ่ายมวลรวมภายในประเทศสำหรับการวิจัยและพัฒนาซึ่งลงทุนโดยองค์กรธุรกิจได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องกันมา 2 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามปัจจัยชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนก็ยังมีอยู่หลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนจากต่างประเทศ</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202305015fd0b37cd7dbbb00f97ba6ce92bf5add153203.jpg" style="width: 600px; height: 338px;" /></p>

<p>NIA มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทยให้ก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลกภายในปี 2573 ดังนั้น NIA จึงเปิดตัวแพลตฟอร์มนวัตกรรมประเทศไทย หรือ Innovation Thailand ขึ้น เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์ของประเทศในฐานะ &ldquo;ประเทศแห่งนวัตกรรม&rdquo; และจัดทำแพลตฟอร์มสร้างคลังข้อมูลนวัตกรรมของประเทศ &ldquo;Innovation Thailand Dashboard&rdquo; ที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน มีการสร้างอัตลักษณ์ทางนวัตกรรมของประเทศไทยให้เป็น &ldquo;Innovation for Crafted Living&rdquo; นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมประเทศไทย &ldquo;Innovation Thailand Alliance&rdquo; จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดโลก</p>

<p>______________________________________</p>

<p>Dr. Pun-arj Chairatana, NIA Executive Director honorary joined the Webinar on the Global Innovation Index 2021 &ndash; ASEAN Results and Using the Index as a Driver to Enhance Innovation on February 24th, 2022 organized by the World Intellectual Property Organization (WIPO) in cooperation with the ASEAN Secretariat to present how ASEAN countries have embraced the Global Innovation Index (GII) and use it as a key tool in developing new policies to stimulate innovation.</p>

<p>.</p>

<p>Dr. Pun-arj said that NIA as the innovation system integrator has considered GII as an important tool for system integration. Since 2018, NIA started to monitor and undertake GII into our strategic account. Series of public sessions such as live streaming on social media have been organized constantly to build up understanding and awareness on GII and its benefit. They were very successful and gained a lot of media coverage.</p>

<p>.</p>

<p>Currently, the most outstanding indicators of Thailand&#39;s innovation capability are in the groups of market sophistication and Business sophistication. Especially, GERD financed by business (%) indicator which ranks 1st for the past 2 years. On the other hand, we still have a lot of weaknesses including infrastructure and abroad investment.</p>

<p>.</p>

<p>Our challenging mission is to enter the top 30 on the GII by 2030. Therefore, we launched the Innovation Thailand platform last year which is a national forum for innovation advocacy in order to solidify the country&rsquo;s identity as an innovation nation. We have Innovation Thailand Dashboard which is a nationwide database that collects and connects a wide range of innovation facts and figures from various sectors across the country. We define our DNA of innovation as Innovation for Crafted Living since each country has different DNA of innovation. Last but not least, we build Innovation Thailand Alliance which is a countrywide network including public agencies, private organizations, educational, and civil societies.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501ccaf33e8e1301fdc95009473b61661db153203.jpg' type='image/jpg' length='25994' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เคยนิคะ” ซอส นวัตกรรมกะปิไทยนอกกระปุก ขอบุกทุกครัวทั่วโลก]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/325</link>
<guid isPermaLink="false">e5ed202a61bfca7ee38307997e95427c</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:28px;"><strong>&ldquo;เคยนิคะ&rdquo; ซอส นวัตกรรมกะปิไทยนอกกระปุก ขอบุกทุกครัวทั่วโลก</strong></span></p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อดีของการเป็นทายาทที่ครอบครัวสร้างธุรกิจไว้ให้แล้ว คือคุณไม่จำเป็นต้องออกไปวิ่งหาความสำเร็จจากนอกบ้าน คุณจะมีทางลัดให้คุณได้เติบโตเร็วกว่าเพื่อนๆ โดยที่คุณแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ความเสี่ยงของมันก็คือถ้าคุณไม่คิดจะพัฒนาและย่ำอยู่กับที่แบบนั้น สักวันคุณจะโดนคู่แข่งหน้าใหม่ๆ วิ่งแซงไปเรื่อยๆ จนคุณอาจวิ่งตามไปไม่ทัน หลายครั้งเรามักเห็นว่า ทายาทรุ่นใหม่ๆ ปฏิเสธการทำงานที่บ้าน ปฏิเสธการสืบต่อกิจการครอบครัว ไม่ว่าจะเพราะอะไร แต่นั่นไม่ใช่กับ <strong>คุณสุขศิริ ฤทธิเดช</strong></p>

<p><strong>กะปิ &ldquo;เด็กนอก&rdquo; ต้องไม่ธรรมดา</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>คุณสุขศิริ ฤทธิเดช ผู้จัดการฝ่ายขาย ห้างหุ้นส่วนจำกัด เคยนิค</strong>ะ เจ้าของผลิตภัณฑ์ซอสกะปิบรรจุขวด แบรนด์ <strong>&ldquo;เคยนิคะ&rdquo;</strong> สาวนักเรียนนอกที่ออกไปศึกษาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานในประเทศอังกฤษนานถึง 7 ปี ขอกลับบ้านเกิดเพื่อกลับมาดูธุรกิจของครอบครัว <strong>คุณสุขศิริ</strong> เล่าว่า ครอบครัวของเธอเป็นคนจังหวัดพัทลุง ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย &ldquo;กะปิแม่ยินดี&rdquo; &nbsp;ซึ่งเป็นแบรนด์ที่คนให้การยอมรับ โดยจุดเริ่มต้นของ &ldquo;กะปิแม่ยินดี&rdquo; เริ่มมาจากที่คุณยายเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงในจังหวัดพัทลุงมาก่อน ซึ่งท่านมีความคุ้นเคยกับกะปิเป็นอย่างดี กระทั่งต่อมาคุณแม่ได้ช่วยกันผลิตกะปิ &ldquo;กะปิขัดน้ำ&rdquo; สูตรคุณยาย ซึ่งเป็นกรรมวิธีใส่กะละมังตักขายในตลาด ประสบความสำเร็จจนถึงขึ้นมีโรงงานผลิตแบรนด์กะปิของตัวเอง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้วยความมั่นใจในรสชาติกะปิของคุณยาย <strong>คุณสุขศิริ</strong> มั่นใจว่ากะปิของพวกเขาต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่นอนเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เธอจึงตัดสินใจกลับมาพัฒนากะปิของตัวเอง แน่นอนว่าตลาดที่เด็กนอกอย่าง <strong>คุณสุขศิริ</strong> มองไว้คือ การเข้าไปอยู่ในโมเดิร์นเทรดแต่ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เธอพบว่าการเอากะปิเข้าห้างสรรพสินค้าเต็มไปด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมาย เธอจึงต้องกลับมานั่งคิดใหม่ เปลี่ยนจากช่องทางจำหน่ายที่เคยวางไว้มาเป็นแนวคิดที่จะสร้างพฤติกรรมการกินหรือบรรทัดฐานใหม่ โดยเริ่มไปศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว พบ Pain Point มากมายที่ทำให้กะปิยังคงอยู่ในกระปุก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;คนยุคเราไม่ค่อยกินกะปิกันแล้ว เพราะมันทำยาก ใช้ยาก แถมกลิ่นก็เหม็น เราจึงมาคิดว่า จะทำยังไงให้คนกลุ่มนี้หันกลับมาใช้กะปิกันมากขึ้น มันก็ต้องสะดวก ต้องใช้ง่าย เคยลองทำแบบเป็นผงเป็นก้อนมาแล้วแต่ก็ไม่เวิร์ค จนสุดท้ายมาจบที่ทำเป็นซอส ซึ่งเราโชคดีมากที่เรามีเพื่อน มีทีมงานที่ดีที่คอยให้คำแนะนำตลอด&rdquo; การตีโจทย์ด้านการใช้งานให้ง่ายขึ้นนี้ ทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบกะปิที่อยู่ในกระปุกเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน คุณสุขศิริ จึงใช้โรงงานผลิตกะปิเป็นสถานที่ในการค้นคว้าและวิจัยในร่วมกับศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จนในที่สุดกะปิแม่ยินดีก็ได้รับการพัฒนาให้เป็นซอสกะปิ &ldquo;เคยนิคะ&rdquo; กลายเป็นนวัตกรรมซอสกะปิครั้งแรกในตลาด ซอสปรุงรส โดยนำกะปิซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของคนใต้มาผ่านกระบวนการการย่อยสลายโดยเอนไซม์ย่อยโปรตีนและไขมันจากกุ้งเคย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและจุลินทรีย์ในกระบวนการหมักโดยธรรมชาติ ช่วยทำให้เกิดกลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อมคงเอกลักษณ์การเป็นกะปิไว้ ภายใต้อุณหภูมิและเวลาการหมักที่เหมาะสม เกิดปฏิกิริยาเมลลาร์ดที่ทำให้ซอสกะปิเคยนิคะมีสีสวยน่ารับประทาน และพร้อมใช้งานในรูปแบบซอสเหมือนกับซอสมะเขือเทศ และซอสพริก แก้ปัญหาการใช้งานกะปิในรูปแบบเก่าที่ใช้งานยุ่งยากและต้องมีขั้นตอนการเตรียมและการชั่งตวงที่ยุ่งยากไม่เหมาะกับในยุคสมัยปัจจุบัน และยังลดปัญหาการปนเปื้อนจากการผลิตกะปิในปัจจุบัน เหมาะกับการนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้กะปิเป็นตัวชูรสอาหารให้กลมกล่อมและทำให้ทานอาหารได้อร่อยขึ้น ซึ่งสามารถใช้เป็น Base Sauce หรือเครื่องปรุงรสพื้นฐานแทนการใช้หรือร่วมใช้กับซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำปลาร้า และน้ำปลาได้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ผลจากการวิจัยทำให้เรารู้ว่า ไม่ใช่แค่คนใต้ที่กินกะปิแต่คนทุกภาคก็กิน อย่างคนเหนือใส่กะปิในน้ำเงี้ยว คนอีสานอย่างปลาร้าแม่ละมุลเองก็ใส่กะปิ เพราะมันจะทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมขึ้น นั่นหมายความว่ากะปิ คือเครื่องชูรสอันโอชา ยิ่งเราเอามาทำเป็นซอสแล้วมันจะกลายมาเป็นเครื่องปรุงรสที่ทุกบ้านต้องมี&rdquo; เนื่องจากซอสแบบนี้ไม่เคยมีในไทยมาก่อน เคยนิคะ จึงวางตำแหน่งซอสกะปิเป็น Base Sauce สามารถไปใช้กับซอสอื่นได้ ตีตลาดในซอสผัดโดยไม่แข่งกับใคร แต่ให้ซอสกะปิเคยนิคะไปช่วยทำให้อาหารอร่อยขึ้น</p>

<p></p>

<p><strong>อุปสรรคคือแรงผลักดันที่ดีที่สุด</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในช่วงเวลาที่เคยนิคะถือกำเนิดตรงกับช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 แบบพอดิบพอดี แม้จะดูเป็นสถานการณ์วิกฤตที่ทำให้ยังไม่สามารถเข้าโมเดิร์นเทรดและส่งออกได้ แต่ <strong>คุณสุขศิริ</strong> กลับมองในแง่ดีว่าถือเป็นโอกาสที่ทำให้แบรนด์ได้ทดลองตลาดก่อน ในครั้งนั้น เคยนิคะได้ไปเข้าร่วมโครงการ &ldquo;รถโมบายล์ธงฟ้า&rdquo; &nbsp;ซึ่งปรากฏว่าเคยนิคะได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 5 แสนบาทต่อเดือน จนต้องขยายโรงงาน และล่าสุดได้เพิ่มเครื่องจักรเข้ามาใหม่ โดย <strong>คุณสุขศิริ</strong> ได้ตั้งชื่อเครื่องจักรเครื่องนี้ด้วยว่า &ldquo;น้องทอย 100 ล้าน&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ตอนแรกเราไม่ได้สนใจตลาดประเทศไทยเลย เพราะตั้งใจจะใช้กลยุทธ์แบบป่าล้อมเมือง แต่พอโควิดมาเราพากะปิของเราออกไปนอกบ้านไม่ได้ เลยได้ไปร่วมกับโครงการรถโมบายล์ธงฟ้าผลตอบรับดีมาก ดีเกินคาด เราสามารถยึดหัวหาด ทะเลน้อยในบ้านเราได้แล้ว เราอยากบอกกับทุกคนว่าให้อดทน ทุกอุปสรรคมันจะมาพร้อมโอกาสเสมอ เราเชื่อแบบนี้ว่าเมื่อมันตกดิ่งลงไป บันไดมันยังมีทางขึ้น แล้วมันขึ้นแน่ๆ ช่วงโควิดตอนนี้ทุกต้องคนอดทน ในที่สุดมันจะกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ที่เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน อยากให้มองช่วงเวลาว่างๆ ตอนนี้เป็นช่วงที่เราได้พัฒนา อย่างเราเองเราก็กำลังสร้างอ่างเก็บน้ำ เพราะเราเชื่อว่า หลังจากนี้มันจะต้องมีน้ำที่ตกลงมา ถ้าตอนนี้คุณไม่อดทน หมดแพสชั่น เมื่อโอกาสมาคุณจะรับมันไว้ไม่ได้&rdquo;</p>

<p></p>

<p>&nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;คุณสุขศิริ</strong> ย้อนรอยให้เราฟังว่า ระหว่างทางเธอต้องพบเจอกับปัญหามามาก โดยเฉพาะปัญหาความไม่เข้าใจกันของครอบครัว ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สร้างผลกระทบต่อจิตใจของเธออยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันครอบครัวก็เป็นเสมือนแรงผลักดันที่ทำให้เธอต้องสู้ต่อเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ต้องขอบคุณ NIA ที่เป็นเหมือนกาวใจให้ครอบครัว เพราะก่อนหน้านี้คุณแม่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ ทะเลาะกันจนขนาดที่ว่าไล่ออกจากบ้าน ไม่คุยกันเป็นเดือนๆ แต่เราก็ยังทำมันต่อไปโดยได้รับการสนับสนุนจาก NIA รวมถึงพี่ๆ เพื่อนๆ กระทั่งวันนึงคุณแม่เห็นว่าเราทำได้จริงๆ และเราประสบความสำเร็จ จากการทะเลาะกันวันนั้นก็กลายเป็นคุณแม่สนับสนุนเต็มที่ เลยได้มีโรงงานอีกโรงหนึ่งถึงจะไม่ได้ใหญ่โตแต่มันก็เป็นโรงงานของเราเอง&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>ความภูมิใจของคนใต้และคนพัทลุง</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับชื่อแบรนด์ &ldquo;เคยนิคะ&rdquo; <strong>คุณสุขศิริ</strong> ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะใช้ชื่อที่ทำให้คนจำง่าย จึงเลือกที่จะใช้ชื่ออื่นแทน &ldquo;กะปิแม่ยินดี&rdquo; ซึ่งเป็นแบรนด์เดิม แต่ในเวลาเดียวกันแบรนด์นั้นก็ต้องแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของภาคใต้ด้วยจึงนำ คำว่า &ldquo;เคย&rdquo; มาใช้&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;กะปิในภาษาใต้เราจะเรียกว่า เคย แล้วกะปิก็ทำมาจากตัวเคย (กุ้งเคย) เราเลยใช้คำว่า เคยนิคะ เพื่อบอกว่า นี่ค่ะกะปิ นี่คือกะปิอร่อย เป็น 3 คำ 3 พยางค์ ที่เข้าปากได้พอดี ฟังแล้วคนจำง่าย พร้อมการสื่อสารซอสกะปิเคยนิคะ ในฐานะผู้ช่วยที่ตอบโจทย์ของคนยุคใหม่ ปรุงอาหารอร่อยเหมือนต้นตำรับมาทำให้กินภายใต้สโลแกน อร่อยครบช้อนเดียวจบกับ ซอส เคยนิคะ มีจุดเด่นคืออร่อย ใช้ง่าย ช้อนเดียวจบ ไม่จำเป็นต้องปรุงเพิ่ม เพราะใช้กะปิคัดอย่างดี ทุกขวดเข้มข้น หอมกลิ่นกะปิ&rdquo; พร้อมกันนี้<strong> คุณสุขศิริ</strong> บอกกับเราว่า หลังจากเคยนิคะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น คนพัทลุงเริ่มรับรู้แล้วว่านี่คือกะปิของคนบ้านเดียวกันก็มีหลายเสียงที่พูดถึงเคยนิคะว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนพัทลุง ซึ่งเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่เคยนิคะได้สร้าง ได้ให้ และได้รับไปพร้อมๆ กัน</p>

<p>&ldquo;มีคุณป้าท่านหนึ่งโทรมาหา สั่งกะปิเราไปขายเป็นสิบๆ ลังเลย โดยที่เราก็ไม่เคยเจอไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คุณป้าโทรมาชื่นชมและบอกกับเราว่า เราเป็นความภูมิใจของพวกเขาเลยนะ ให้เราสู้ต่อไป มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่เราได้มารู้ว่าของที่เราตั้งใจทำ มันสร้างคุณค่าให้กับทั้งเราและพวกเขาด้วย&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>เครื่องเหม็นอันโอชาจะไปสู่สายตาชาวโลก</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เรียกได้ว่า ซอสกะปิเคยนิคะสามารถเพิ่มมูลค่าจากกะปิที่อยู่ในกระปุกได้อย่างมาก เป็นผู้เริ่มต้นและสร้างตลาดใหม่ให้กับกะปิ กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ทีมูลค่ามหาศาล ปัจจุบันซอสกะปิเคยนิคะขนาด 290 กรัม ราคาขวดละ 79 บาท มีจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และช่องทางโมเดิร์นเทรดอย่างโฮมเฟรชมาร์ท ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และวิลล่า มาร์เก็ต ส่วนแผนต่อไปจะเป็นการส่งออกไปต่างประเทศทั้งในยุโรป และ CLMV ในเวลาเดียวกันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาซอสกะปิสูตรใหม่ที่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือการนำอาหารใต้สู่อาหารโลก โดยใช้นวัตกรรมผสมผสานกับรากเหง้าของอาหารท้องถิ่น &ldquo;เป้าหมายสูงสุดของเรา คือ จากรากเหง้า สู่ Global กะปิจะต้องกลายเป็นเครื่องเหม็นอันโอชาที่จะไปสู่สายตา ชาวโลก เป็นตัวชูรสอาหารที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องอยากกิน&rdquo;</p>

<p style="text-align: right;"><strong>ที่มา : BrandAge Online Oct 13, 2021</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501877d804474deda88017b3df68ab934c1152713.jpg' type='image/jpg' length='38256' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นวัตกรรมดับเพลิง FLAMEX” สเปรย์ดับเพลิงแบบกระป๋องรายแรกของไทย]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/324</link>
<guid isPermaLink="false">f963e12a6ae3c0a054c7149ac8102921</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:28px;">&ldquo;นวัตกรรมดับเพลิง FLAMEX&rdquo; สเปรย์ดับเพลิงแบบกระป๋องรายแรกของไทย</span></strong></p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากพูดถึงสินค้าและบริการ ประเภทที่ซื้อแต่ไม่ประสงค์ที่จะใช้ หลายคนอาจนึกถึงประกันชีวิตหรือประกันรถยนต์ โดยอาจมองข้าม<strong> &ldquo;อัคคีภัย&rdquo;</strong> หรือเหตุการณ์อันตรายอันเกิดจากไฟ ซึ่งเกิดขึ้นรอบตัวเราอยู่บ่อยครั้งโดยที่เราเองไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราหรือไม่ เมื่อไหร่ แม้ว่าเราไม่ได้ประมาทเผอเรอ แต่คำว่าอุบัติเหตุก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับเราทุกคน ซึ่งหากขาดการควบคุมดูแลที่รวดเร็วและถูกวิธีก็อาจทำให้เกิดการติดต่อลุกลามได้ในวงกว้าง จนทำลายทั้งทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำมาหากิน ไปจนถึงชีวิตได้ ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า &ldquo;กันไว้ ดีกว่าแก้&rdquo; จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากการตรวจเช็กอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว การให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพ ง่ายต่อการใช้งานอย่าง <strong>&ldquo;สเปรย์ดับเพลิง FLAMEX&rdquo;</strong> จะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยลดการสูญเสียจากหนักให้เป็นเบาหรืออาจจะช่วยหยุดการเกิดไฟไหม้ได้โดยทันที</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202305016c851670beee739e6548d14e058a6211152348.jpg" style="width: 400px; height: 500px;" /></p>

<p><strong>สร้างนวัตกรรมจาก Pain Point</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลามากกว่า 30 ปีที่ <strong>&ldquo;ณัชนันท์ สรรค์วิวัฒน์&rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัท นาซ่าไฟร์โปรดัคส์ จำกัด</strong> ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจัดจําหน่ายอุปกรณ์เซฟตี้ และเครื่องดับเพลิงภายใต้แบรนด์ <strong>NASA FIRE</strong> จนเรียกได้ว่า &ldquo;คร่ำหวอด&rdquo; ในวงการอุปกรณ์เซฟตี้ก็ว่าได้ มากไปกว่าการเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และความชํานาญในการเป็นผู้ผลิตและจัดจําหน่ายอุปกรณ์เซฟตี้และเครื่องดับเพลิงแล้ว บริษัทยังดำเนินธุรกิจ นาซ่าไฟร์เทรนนิ่ง กิจการรับบริการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำให้เห็นมุมมองของผู้ใช้งานมากมาย ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างมีความกลัวที่จะอาสาทดลองใช้อุปกรณ์จริง เหตุเพราะขนาดที่ใหญ่ ทั้งยังมีน้ำหนักค่อนข้างมากและขั้นตอนที่ซับซ้อน &ldquo;เวลาที่เราพบลูกค้าเรามักจะต้องอธิบายวิธีการทำงานของเครื่องดับเพลิงมาตรฐาน แนะนําวิธีการใช้งานและการดูแลรักษาให้ลูกค้าฟัง ซึ่งมักจะได้รับเสียงตอบกลับมาว่า ใช้งานยาก ถ้าจะใช้ในรถยนต์มีขนาดเล็กกว่านี้ไหม ซื้อไปให้คุณแม่ที่บ้านใช้แต่หนักขนาดนี้ไม่รู้ว่าผู้สูงอายุจะยกไหวไหม&rdquo;&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกทั้งเครื่องดับเพลิงแต่ละชนิด มีลักษณะและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน อย่างเช่นตัวถังสีแดงที่เราเห็นกันอยู่บ่อยครั้งนั้น เป็นถังที่สามารถใช้ดับเพลิงได้เฉพาะไฟที่เกิดจากของแห้งเท่านั้น แต่ไม่สามารถดับไฟที่เกิดจากน้ำมันในการทำอาหารได้จึงเป็นแรงบันดาลใจในการตั้งโจทย์งานวิจัย &ldquo;นวัตกรรมเคมีดับเพลิง&rdquo; ร่วมกับทางเทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คิดค้นวิจัยเคมีดับเพลิงชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าหรือเทียบเท่าที่มีในปัจจุบันที่สามารถหาวัตถุดิบได้ภายในประเทศ คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ <strong>Pain Point</strong> ของลูกค้าให้ตรงจุดมากขึ้น</p>

<p></p>

<p><strong>ธุรกิจต้องคู่กับหัวใจที่มุ่งมั่น</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทีมวิจัยเริ่มดําเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาตั้งแต่ปี 2558 โดยผ่านกระบวนการคิด วิจัย และทดสอบ จนออกมาเป็นนวัตกรรมสเปรย์ดับเพลิง <strong>FLAMEX</strong> เคมีดับเพลิงประสิทธิภาพสูงที่ใช้งานง่าย ขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตรายแรกของไทย โดยเราจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครัวเรือนมากขึ้น สามารถดับไฟได้ถึง 4 ประเภท ทั้ง <strong>ABCK</strong> ได้แก่ <strong>A</strong> ไฟจากของแห้งทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ขยะ ไม้ กระดาษ <strong>B</strong> ไฟจากของเหลว เช่น จาระบี น้ำมัน <strong>C</strong> ไฟที่เกิดจากไฟฟ้า <strong>K</strong> ไฟจากน้ำมันทำอาหาร ซึ่งทั้งหมดครอบคลุมสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในชีวิตประจำวัน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นวัตกรรมสเปรย์ดับเพลิง <strong>FLAMEX </strong>นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการดับเพลิง 4 ประเภทหลักๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแล้วยังเป็นต้นแบบและผู้ผลิตสเปรย์ดับเพลิงในประเทศไทย โดยอายุน้ำยาของ <strong>FLAMEX</strong> สามารถเก็บได้ยาวนานถึง 5 ปี กระป๋องขนาด 450 <strong>ml.</strong> ทนความร้อนได้มากกว่า 150 องศา วัสดุเป็นอะลูมิเนียมไม่เป็นสนิม ใช้งานง่ายเพียง 3 ขั้นตอนคือ เขย่า กด ฉีดไปยังจุดที่เกิดเหตุ ผ่านการทดสอบทนแรงดันได้สูงสุดที่ 20 บาร์</p>

<p></p>

<p><strong>ไม่ยึดติดและพร้อมปรับตัว</strong></p>

<p>ว่ากันว่าในทุกๆ วิกฤต หากเราไม่หยุดที่จะคิดและกล้าที่จะลงมือทำ นั่นนับเป็นโอกาสเสมอ เช่นเดียวกับ <strong>ณัชนันท์</strong> ที่เจอกับวิกฤตเศรษฐกิจโควิด-19 เช่นเดียวกัน แต่กลับมาหาช่องทางและเล็งเห็นโอกาสของการขยายไลน์สินค้า โดยใช้ชื่อเสียงของแบรนด์ที่มีมานานกว่า 30 ปี สร้างความเชื่อมั่นในการผลิตและจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ และชุด <strong>PPE</strong> เป็นสินค้าเสริมให้กับบริษัทซึ่งถือเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นบุคคลทั่วไปและสำนักงานได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายให้โรงงานเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายที่เติบโตขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการยอมรับ ปรับปรุง และพัฒนาตัวเองให้เท่าทันโลกปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า <strong>VUCA World</strong></p>

<p style="text-align: right;"><strong>ที่มา : BrandAge Online Oct 11, 2021</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.2023050157249ce2bd44bcb1fd13aa29fb42ad50152155.jpg' type='image/jpg' length='30527' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“น้ำพริกส็อก” สร้างจากตัวตน คิดแบบ Professional เพื่อโตไกลไปทั่วโลก]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/323</link>
<guid isPermaLink="false">f7703278bb8cae3be392f9832bf93e89</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:28px;">&ldquo;น้ำพริกส็อก&rdquo; สร้างจากตัวตน คิดแบบ Professional เพื่อโตไกลไปทั่วโลก</span></strong></p>

<p><br />
<strong>&ldquo;มีเชฟไม่กี่คนหรอกที่อยู่ๆ จะมาทำอาหารแบบ Mass Product แต่เราทำ เราเป็นเชฟคนนึงที่ตั้งใจจะทำ Mass Product ที่เป็น Fine Dinning ยกระดับภูมิปัญญาไทยพื้นบ้านให้ไปไกลในระดับโลก&rdquo; คือคำกล่าวของ &ldquo;เชฟเมย์&rdquo; หรือ คุณพัทธนันท์ ธงทอง หรือ &ldquo;เชฟเมย์&rdquo; ผู้ก่อตั้ง บริษัท พัทธนันท์ คอนซัลติ้ง จำกัด เจ้าของแบรนด์ &ldquo;น้ำพริกส็อก By Chef May&rdquo;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ไม่ใช่เรื่องปกติเลยที่เชฟมือรางวัล ดีกรีระดับโลกคนหนึ่งจะเลือกเมนู &ldquo;น้ำพริกส็อก&rdquo; น้ำพริกพื้นบ้านทางภาคเหนือ ที่ดูสุดแสนจะธรรมดามาปั้นเป็นแบรนด์สินค้าเพื่อออกขายทั้งในไทย และต้องโด่งดังไกลไปทั่วโลก แต่<strong>เชฟเมย์</strong> ผู้ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยประสบการณ์ในแวดวงทำอาหารมานานกว่า 10 ปี ผ่านเวทีแข่งขันทำอาหารทั้งในระดับประเทศ ระดับเอเชีย และระดับโลกมาแล้ว &nbsp;การันตีด้วยดีกรีระดับรองแชมป์จากรายการ Top Chef Thailand Season 1 และเจ้าของเหรียญเงินในการแข่งขันเชฟระดับโลก &nbsp;ปี 2014 กลับเลือกที่จะทำ</p>

<p></p>

<p><strong>สินค้าที่มาจาก Passion</strong></p>

<p><strong>เชฟเมย์</strong> เล่าถึงแรงบันดาลในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์น้ำพริกส็อกนี้ว่า เขามีโอกาสได้เดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นตัวแทนในฐานะเชฟทีมชาติไทยไปพรีเซนต์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก และบ่อยครั้งเขามักเลือกใช้อาหารเหนืออาหารบ้านเกิดของตัวเองในการพรีเซนต์จนได้รับเหรียญเงินระดับโลกกลับมา กระทั่งวันนึงเขาเกิดความคิดว่า เขาควรต้องตอบแทนอะไรให้กับอาหารบ้านเกิดของเขาบ้างแล้ว</p>

<p><strong>เชฟเมย์</strong> มีความต้องการที่จะสืบสานวัฒนธรรมด้านอาหารของภาคเหนือให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเหมือนกับโคชูจัง นัตโตะ หรือมิตโซะของเกาหลี และญี่ปุ่น โดยหยิบเอาน้ำพริกส็อก น้ำพริกพื้นบ้านหาทานยากที่กำลังจะเลือนหายไปมาชุบชีวิตใหม่ ต่อยอดด้วยนวัตกรรมไปสู่การเป็น &nbsp;Multipurpose Products &nbsp;<strong>&ldquo;น้ำพริกส็อกในรูปแบบซอส&rdquo;</strong> ใช้จิ้มก็ได้ ใช้ปรุงก็ดี หรือจะนำไปเป็นเบสของ &nbsp; &nbsp;อาหารอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน</p>

<p>&ldquo;ของพวกนี้ถ้ามันหายไปคือหายไปเลยนะ แต่ถ้าเราทำให้คนรู้จักได้ นอกจากจะได้โปรดักต์แล้ว เรายังได้เรื่องการสร้างมรดกทางวัฒนธรรมให้มันยั่งยืนต่อไป เราเอามาปรับด้วยการนำนวัตกรรมมาจับทำให้มันสะดวกสบาย อร่อยเหมือนเดิม คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนเป็น Super food ที่จะนำไปสู่น้ำพริกอื่นๆ อีก เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกถั่วเน่า ซึ่งมันก็คือ นัตโตะของไทย แต่คนรุ่นใหม่ไม่เคยกินและไม่รู้จัก</p>

<p>จริงๆ ถั่วเน่า คือวิธีการถนอมถั่วเหลืองในช่วงที่มีผลผลิตมากเก็บเอาไว้ เพราะคนเหนือกินแค่หมู ไก่ ปลา อยู่ไกลทะเล ไม่ได้มีแหล่งโปรตีนมากนัก ถั่วเหลืองจึงเป็นโปรตีนทางเลือกของคนเหนือที่ทำให้คนเหนือมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สังเกตดีๆ จะเห็นว่ามันก็คล้ายๆ กับการบ่มพาเมซานชีสของอิตาลี ในเมื่ออาหารภูมิปัญญาของอิตาลี เกาหลี ญี่ปุ่น ไปไกลทั่วโลกได้ เราจึงคิดว่าแล้วทำไมภูมิปัญญาไทยจะไปไกลแบบนั้นบ้างไม่ได้&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>แตกต่างด้วยตัวตนและวิธีคิดแบบ &ldquo;Professional Chef&rdquo;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> เชฟเมย์</strong> เล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาเป็นเชฟเมย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างวันนี้ได้ เขาต้องผ่านบททดสอบและความท้าทายต่างๆ โดยใช้เวลานานถึง 15 ปี แทบทุกความสำเร็จของเขาล้วนมาจาก Passion ในการทำอาหารแบบมืออาชีพ ที่ผสานรวมทั้งศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปะเข้าด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่า เขาก็ไม่ลืมที่จะใส่ตัวตนลงไปในสินค้าของตัวเองทั้งในเรื่องของวิธีคิดและวิธีการ พร้อมอธิบายว่า น้ำพริกส็อกเป็นเพียงหนึ่งในโปรดักต์ภายใต้แบรนด์ <strong>น้ำพริก By Chef May</strong> เท่านั้น ซึ่งในอนาคตจะมีน้ำพริกอื่นๆ อีกมากมาย แต่<strong>เชฟเมย์</strong>เลือกใช้น้ำพริกส็อกในการเปิดตัวแบรนด์ เพราะต้องการที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดเด่นของน้ำพริกส็อกอยู่ที่วัตถุดิบพื้นบ้านจากธรรมชาติ 100% ผ่านกรรมวิธีการผลิตและกระบวนการคิดแบบ Professional Chef เนื่องจากการทำน้ำพริกยังมี Pain Point ในเรื่องการใช้วัตถุดิบจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการทำนาน โดยเฉพาะสูตรของน้ำพริกส็อกจะต้องมีกระบวนการหมกหอม ย่างพริก ย่างกระเทียม <strong>เชฟเมย์</strong>จึงใช้ประสบการณ์ นวัตกรรม และความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาให้การทำน้ำพริกทำได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น และเก็บได้นานยิ่งขึ้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ในขั้นตอนการทำน้ำพริกส็อกแบบดั้งเดิมจะต้องนำมะเขือเทศพื้นบ้านมาเสียบไม้ย่างกับเตาถ่านด้วยไฟอ่อนๆ ให้มะเขือเทศสุกจนผิวแตกจนน้ำในลูกมะเขือเทศไหลออกมา นำพริกแห้ง กระเทียมคั่วให้เหลืองหอม นำกะปิย่างไฟให้พอเหลือง และนำมาตำรวมกันในครกให้เข้ากันดี แต่น้ำพริกส็อกของเราในตอนนี้ ผลิตจากมะเขือเทศที่ผ่านการย่างด้วยความร้อนสูงในระยะเวลาสั้นๆ โดยนำเทคนิค การให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรดมาใช้เพื่อให้มะเขือเทศสุกเท่ากันทั้งลูกโดยผิวไม่ไหม้เกรียมเหมือนการย่างด้วยเตาถ่าน ที่สำคัญไม่เกิดเขม่าจากการย่าง ซึ่งการย่างด้วยระบบอินฟราเรดยังทำให้มะเขือเทศสุกเร็วขึ้น ไม่สูญเสียน้ำในลูกมะเขือเทศ จึงได้ทั้งเนื้อและน้ำหนัก และช่วยให้น้ำพริกมีรสชาติเข้มข้นมากขึ้น เมื่อผัดส่วนผสมทุกอย่างจนสุกดีได้ที่จะนำมาทําให้เย็นลงทันทีด้วยการดร็อปอุณหภูมิ ก่อนนํามาทําให้เข้มข้น และฆ่าเชื้อเพื่อให้อยู่ในรูปแบบของซอสเข้มข้น (Paste) จึงสามารถทานเป็นน้ำพริก หรือนํามาเป็นส่วนผสมของเมนูต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้น&rdquo;&nbsp;</p>

<p></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นตอนการทำน้ำพริกยังต้องมีการกรองกากน้ำพริกออก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตที่นานมากขึ้น และเมื่อกรองเอากากออกก็ยิ่งทำให้สูญเสียความเข้มข้น จึงมีการนำระบบการปั่นแบบสุญญากาศมาช่วยทำให้ส่วนผสมมีความละเอียดมากขึ้น ไม่ต้องสูญเสียเปลือกของมะเขือเทศ สีของน้ำพริกไม่เปลี่ยน ช่วยลดขั้นตอนในการสัมผัสอาหาร ลดความเสี่ยงในการทำให้อาหารที่อาจเกิดการปนเปื้อนและเชื้อแบคทีเรีย &ldquo;อายุอาหารอยู่ได้ 1 ปีในตู้เย็น แต่เราจะเขียนให้สั้นลงเพราะอยากให้ทุกคนกินของใหม่ตลอดเวลา เราไม่ใช้สารเคมีหรือผงปรุงรสอะไรเลย แต่จะใช้เทคนิคในการดึงกลิ่นและรสของแต่ละวัตถุดิบออกมาให้มากที่สุด&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>ไม่ว่าจะตลาดไหน สินค้าอะไร ต้องไม่ลืมว่า &ldquo;Brand Position&rdquo; สำคัญที่สุด</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปรับตัวเองจากหน้าเตา หน้าเขียง มาอยู่หน้าคอม วิเคราะห์ยอดขาย วิเคราะห์การตลาด Mass การคงคุณภาพของตัวเองเอาไว้เป็นเรื่องยากและใหม่มากสำหรับเชฟเมย์ ความไม่ถนัดนั้นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชฟเมย์ต้องอาศัยจุดแข็งของการเป็น Professional Chef เพื่อหาสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดแล้วคนอื่นทำไม่ได้ และถ้าหากถามว่าทำไมต้องน้ำพริกส็อก ทั้งที่มีน้ำพริกเหนืออีกมากมายที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว นั่นก็เพราะผู้บริโภคมี Perception อยู่แล้วว่าเขาชอบแบรนด์ไหน ถ้าซ้ำก็ไม่ถูกซื้อ &ldquo;จริงอยู่ว่าการทำน้ำพริกไม่ยาก แต่การจะทำให้ตัวเองเป็น Professional Chef ได้นั้นยากมาก ไม่ใช่แค่ทำได้แต่ต้องทำเป็น ต้องคิดเป็น บริหารเป็น หมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เมื่อคิดแล้วต้องลงมือทำอย่างมืออาชีพ เราจะรับผิดชอบในสิ่งที่เราลงมือทำทั้งต่อหน้าและลับหลังลูกค้า เพราะเราเชื่อเสมอว่า ถ้าเราไม่รับผิดชอบผลจากการกระทำนั้น มันจะย้อนกลับมาหาเราแน่นอน&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>เชฟเมย์ มักพูดเสมอว่า Brand Position เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะทำอะไร เมนูไหน หรือสเกลแบบใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เชฟเมย์จะไม่ปรับลดเลย คือเรื่องของคุณภาพและความเป็นมืออาชีพ</strong></p>

<p>&ldquo;คงมีเชฟไม่กี่คนหรอกที่อยู่ๆ จะมาทำอาหารแบบ Mass Product ลงมาเล่นในตลาด Mass แต่เราเป็นคนนึงที่ตั้งใจจะทำ Mass Product ให้เป็น Fine Dinning ทุกๆ ขวด ทุกๆ ซองต้องเหมือนกับเชฟเมย์ไปทำอาหารให้ทานถึงที่บ้าน ไม่ว่าจะอยู่ในสเกลแบบไหน ตลาดไหน เราไม่เคยลดคุณภาพ ความเป็นมืออาชีพ และความใส่ใจของเรา เพราะเรามี Brand Position เราถือความเชื่อมั่นของลูกค้าเอาไว้ ลูกค้าไม่ได้มองว่าเชฟเมย์ทำอะไร แต่เขาจะมองว่านี่คือสิ่งที่เชฟเมย์ทำ&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p style="text-align: right;"><strong>ที่มา : BrandAge Online Oct 8, 2021</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501afd6915f6e2f4afbd6df6879b6d62c1d151623.jpg' type='image/jpg' length='35576' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DryDye นวัตกรรมย้อมผ้าแบบแห้งลดโลกร้อน]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/322</link>
<guid isPermaLink="false">da8bcc504eb489e8636fd629459b3372</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:28px;">DryDye นวัตกรรมย้อมผ้ารักษ์โลก</span></strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวมีโอกาสรอดสืบต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากจะต้องมีการวางแผนการสืบทอดกิจการจัดสรรผลประโยชน์อย่าลงตัวเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในอนาคต &nbsp;รวมถึงมีธรรมนูญครอบครัวที่ชัดเจนแล้ว &nbsp;สิ่งสำคัญคือการต่อยอดกิจการด้วยความคิดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมสินค้าหรือโมเดลธุรกิจใหม่อยู่เสมอ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;วันนี้เรามีตัวอย่างธุรกิจครอบครัวหนึ่งที่ทำโรงงานสิ่งทอตั้งแต่ทอผ้าจนถึงการ์เม้นต์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่หลายคนคิดว่าอยู่ในช่วง Sunset ไม่น่าจะเติบโตไปกว่านี้ ทว่าสามารถสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการสิ่งทอได้ นั่นก็คือ บริษัท แซดเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้คิดค้นวิธีการย้อมผ้าภายใต้แบรนด์ DryDye</p>

<p></p>

<p><strong>สานต่อธุรกิจครอบครัวด้วยนวัตกรรม</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;พิชญ์สินี เย่ Marketing &amp; Visual Designer บริษัท แซดเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว &ldquo;เย่กรุ๊ป&rdquo; ที่ดำเนินธุรกิจด้านรับจ้างผลิตผ้าให้กับแบรนด์ต่างๆ มากว่า 30 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่ทำให้เย่กรุ๊ปแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดก็คือการให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นดีเอ็นเอส่งทอดต่อมาถึงเธอในวันที่ต้องมารับช่วงต่อกิจการ เนื่องจากมีเป้าหมายที่จะพลิกธุรกิจครอบครัวให้เติบโตด้วยนวัตกรรมและไอเดียใหม่ๆ เช่นกัน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;จำได้ว่าตั้งแต่เด็ก อากงมักจะพาหลานๆ ไปเดินโรงงานและพูดเสมอว่า สิ่งที่อากงให้ความสำคัญกับบริษัทมีอยู่ 2 อย่าง คือนวัตกรรมและคนในองค์กร เพราะทั้ง 2 อย่างนี้จะทำให้ธุรกิจก้าวหน้าไปได้ ซึ่งกลายมาเป็น Mindset ที่ทำให้เราใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้นหลังจากจบการศึกษาทางด้านสิ่งทอ พิชญ์สินี ตัดสินใจหาประสบการณ์การทำงานจากบริษัทสตาร์ทอัพแฟชั่นเสื้อผ้าก่อนที่จะเข้ามาที่นี่ นอกจากนี้ยังนำปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจสิ่งทอที่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาหาทางออกด้วยนวัตกรรมการย้อมผ้าแบบใหม่ภายใต้แบรนด์ DryDye ได้เป็นครั้งแรกของโลกตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันบริษัทใช้นวัตกรรมดังกล่าวผลิตชุดกีฬาและชุดชั้นในให้กับแบรนด์ชั้นนำเกือบทุกแบรนด์ อาทิ ADIDAS, MIZUNO, DECATHLON, ODLO และการผลิตเสื้อวิ่งให้กิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนการกุศล อย่างเช่นงาน TMB I ING PARKRUN 2018 &nbsp; &nbsp;</p>

<p></p>

<p><strong>DryDye ถือได้ว่าเข้ามาปฏิวัติกระบวนการย้อมผ้าแบบแห้งในเวลาเดียวกันได้สะท้อนชื่อแบรนด์อย่างตรงตัวตามคำว่า Dry แปลว่า &ldquo;แห้ง&rdquo; และ Dye ที่แปลว่า &ldquo;ย้อม&rdquo;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากเดิมขั้นตอนการย้อมแบบใช้น้ำโดยปกติเสื้อ 1 ตัวใช้น้ำสูงถึง 25 ลิตร แต่ขั้นตอนของ DryDye ทั้งหมดไม่มีการใช้น้ำแม้แต่หยดเดียว แต่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ Critical Carbondioxide จึงไม่ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย อีกทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และผงย้อมจะสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้กว่า 95% ข้อดีของการย้อมผ้าด้วยวิธีนี้ นอกจากไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ประหยัดเวลาการย้อมผ้า และเพิ่มปริมาณการดูดซึมสีย้อมบนวัสดุสิ่งทอแล้ว ยังประหยัดพลังงาน เพราะลดขั้นตอนการทำผ้าให้แห้งจึงไม่จำเป็นต้องเติมสารช่วยย้อม โดยย้อมแบบใช้น้ำใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ส่วน DryDye ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งนิยมใช้กับผ้าจำพวกโพลีเอสเตอร์ ไมโครไฟเบอร์ และไนลอน แต่ยังมีข้อจำกัดในส่วนของผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่ลดได้ทั้ง Carbon Footprint และ Water Footprit ให้กับวงการสิ่งทอ &ldquo;เรามองว่าน้ำ 25 ลิตรเป็นปริมาณที่เยอะๆ มากสำหรับการนำมาย้อมผ้า 1 ตัว และยังทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย หากเราไม่ต้องใช้น้ำในการย้อมแล้ว น้ำ 25 ลิตรก็จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในแง่การบริโภคซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่ามากกว่า&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>ใช้ความจริงใจเอาชนะคนในองค์กร</strong></p>

<p>อย่างไรก็ดี บททดสอบที่ทายาทธุรกิจครอบครัวต้องเจอก็คือการบริหารคนในองค์กร โดยเฉพาะเย่กรุ๊ปเป็นธุรกิจที่ทำมานาน 30 ปี ย่อมประกอบไปด้วยคนหลายรุ่น แม้พนักงานส่วนใหญ่ในโรงงานจะรู้จักและเห็น พิชญ์สินี มาตั้งแต่เด็กก็ตาม แต่นั่นย่อมเป็นมุมมองที่แตกต่างจากการมาเป็นเจ้านายคนใหม่</p>

<p>&ldquo;ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะเราอยู่ในธุรกิจที่มีความอ่อนไหวในเรื่องของคน คนส่วนใหญ่อยู่มาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ และเขาไม่ได้เห็นเราเป็นเพื่อนร่วมงาน แต่เป็นลูกเป็นญาติของธุรกิจครอบครัวที่เห็นเรามาตั้งแต่เด็ก ต้องบอกว่าการเอาชนะใจคน คงชนะใจไม่ได้ทุกคน แต่เรามีความคิดว่า ถึงเราจะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่จะเป็นคนที่ตั้งใจที่สุด โดยรับฟังทุกความคิดเห็นคำติชมมาเรียนรู้พัฒนาการทำงาน ประกอบกับซื่อสัตย์ ขยัน อดทน อันเป็นตัวตนของเรา อยากให้พนักงานทุกคนยอมรับเราในแบบนั้นก็จะทำให้ทุกคนเดินไปด้วยกันได้&rdquo;</p>

<p>ความคาดหวังก็เป็นอีกหนึ่งบททดสอบ แต่ พิชญ์สินี นำมาใช้เป็นแรงผลักดันที่จะพลิกธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดด</p>

<p>&ldquo;คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าการทำธุรกิจครอบครัวเป็นเรื่องง่าย เพราะมีต้นทุนในระดับหนึ่งแล้วไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ อันนี้ก็จริงแต่ในทางกลับกันเราจะต้องหาทางครีเอทอะไรใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม ต้องหาทางที่จะก้าวกระโดดให้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้ครอบครัวเราและพนักงานทุกคนเห็นว่า การที่เรามารับช่วงต่อนั้นเป็นประโยชน์และทำให้องค์กรเติบโตจริงๆ&rdquo;</p>

<p></p>

<p><strong>คิดค้นต่อเนื่อง ไม่หยุดพัฒนา</strong></p>

<p>จากดีเอ็นเอของการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งและมุ่งเน้นการลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ๆ พิชญ์สินี จึงไม่หยุดไว้ที่ DryDye เท่านั้น ล่าสุดมองหาโอกาสจากวิกฤต COVID-19 พัฒนาสินค้าใหม่เข้ามาตอบโจทย์วงการสิ่งทอ ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ภายใต้แบรนด์ Maftex โดยเป็นเสื้อที่ป้องกันการติดต่อของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งเป็นเทคนิคการทอผ้าที่เราออกแบบให้เป็นเนื้อผ้า PPE มีความหนา 3 ชั้น ป้องกันเชื้อโรคผ่านเข้าไปในเยื้อหุ้มเซลล์ เหมาะแก่การสวมใส่เวลาออกนอกบ้าน</p>

<p>&ldquo;เราสนุกกับการที่ได้คิดค้นอะไรใหม่ๆ และอยากให้เรื่องสิ่งทอไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อสวมใส่เท่านั้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่มีฟังก์ชั่นอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สวมใส่ สิ่งแวดล้อม และเข้ามามีส่วนแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ&rdquo;</p>

<p>สุดท้ายนี้ พิชญ์สินี ในฐานะเจ้าของไอเดียการย้อมผ้าแห้งเจ้าแรกของโลก อยากจุดประกายให้ผู้ผลิตผุดไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้วงการอุตสาหกรรมสิ่งทอและการย้อมสีเติบโต ที่สำคัญอยากให้รู้ว่าคนไทยก็มีศักยภาพในการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ขึ้นบนโลกนี้</p>

<p>&ldquo;จริงๆ คนไทยเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เห็นได้จากเวทีนิลมังกรของ NIA เป็นโครงการหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเมืองไทยเต็มไปด้วยผู้ประกอบการที่มีหัวใจคิดค้นนวัตกรรม และเวทีนี้ยังสร้างเครือข่ายให้ทุกคนแชร์ประสบการณ์ เปิดโอกาสให้ทุกคนท่องโลกธุรกิจ และสามารถต่อยอดไอเดียไปได้อีกมากมาย&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p style="text-align: right;"><strong>ที่มา : BrandAge Online Oct 18, 2021</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501d22429429a8ceb179fedb1d095ff0508151209.jpg' type='image/jpg' length='28852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[NIA Academy จัดกิจกรรมปิดหลักสูตรเร่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง “PPCIL” รุ่นที่ 3]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/321</link>
<guid isPermaLink="false">1a59d72b9e3aee567f1567c9b9baf21b</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong>หลักสูตรเร่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง Public and Private Chief Innovation Leadership หรือ &ldquo;PPCIL&rdquo; รุ่นที่ 3</strong></p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202304282f62d364f5d91ad6ffabf685581e428f162412.jpg" style="width: 600px; height: 399px;" /></p>

<p>NIA Academy จัดกิจกรรมปิดหลักสูตรเร่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง &ldquo;PPCIL&rdquo; รุ่นที่ 3 พร้อมโชว์ 5 ผลงานนวัตกรรมเชิงนโยบาย ซึ่งตั้งเป้าสร้างและพัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ให้นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบาย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่ท้าทายของประเทศไทยด้วยนวัตกรรม โดยมี ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20230428ef74322d64aca5d8993948e5497a52e2162709.jpg" style="width: 350px; height: 234px;" />&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.20230428cc833d36a736e3af01f3c1363d8f7afe162709.jpg" style="width: 350px; height: 234px;" /></p>

<p>ผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change maker เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้กลุ่มคนเหล่านี้มีแนวคิดด้านนวัตกรรม และสามารถนำเสนอแนวนโยบายนวัตกรรมสู่การปฏิบัติได้จริง ภายใต้หลักสูตร &ldquo;อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถทางนวัตกรรมสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน รุ่น 3&rdquo; หรือ (Public and Private Chief Innovation Leadership PPCIL#3)</p>

<p style="text-align: center;"></p>

<p>ตลอดระยะเวลา 10 สัปดาห์ของการอบรม PPCIL รุ่นที่ 3 นอกจากเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางนวัตกรรมแล้ว ยังก่อให้เกิด &ldquo;ต้นแบบข้อเสนอนโยบายนวัตกรรม&rdquo; ขึ้นระหว่างการเรียนรู้ในหลักสูตรฯ ใน 4 ประเด็น 5 โครงการ ประกอบด้วย</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202304287ad366ccaf29cdfe16f7bca59560cedb162709.jpg" style="width: 350px; height: 247px;" />&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.202304284e8079900b669ea4422eef4656e31cbe162709.jpg" style="width: 370px; height: 247px;" /></p>

<p>(1) ประเด็นด้านกำลังคนนวัตกรรม &bull; โครงการ &quot;LEGO Modular Education: Unframe learning for future workforce&rdquo; &ndash; การออกแบบนโยบายด้านการศึกษา สร้างกลไกให้ภาคอุดมศึกษาเชื่อมโยงกับตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ Policy Innovation Project</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20230428eb8a16ac8aec17181bd7633b17f8c04d162709.jpg" style="width: 350px; height: 247px;" />&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.20230428c926133374e4b302cab42f4d907a822c162709.jpg" style="width: 350px; height: 247px;" /></p>

<p>(2) ประเด็นด้านนวัตกรรมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว &bull; โครงการ Ayutthaya Staycation - การสร้างการท่องเที่ยวเมืองมรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น</p>

<p>(3) ประเด็นด้านการยกระดับวิสาหกิจฐานนวัตกรรม &bull; โครงการ The Triple &ldquo;S&rdquo; Stainable Startup x SMEs - การพัฒนากลไกการบูรณาการ และ synergy การส่งเสริม start-up และ SMES เพื่อสร้างยูนิคอนและผู้ประกอบการดาวเด่นสัญชาติไทย</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20230428dd57eeb06b02ddd6eaafea66ff80b7ab162709.jpg" style="width: 350px; height: 247px;" />&nbsp;<img alt="" src="/file/get/file/1.20230428b2908316c1967b2b9afec13cbd4a7738162709.jpg" style="width: 350px; height: 247px;" /></p>

<p>(4) ประเด็นด้านนวัตกรรมในกลุ่มสังคมวัยวุฒิ</p>

<p>&bull; โครงการ สวัสดิการพุ่งเป้า &ldquo;เพื่อชีวิตบั้นปลายที่มีความสุข&rdquo; - การปรับรูปแบบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุแบบมุ่งเป้า ตามความต้องการที่ต่างกันของแต่ละกลุ่ม</p>

<p>&bull; โครงการ Senior Prompt (Prepare, Reform and Optimize the Multi Practical Trends) - การสร้างโอกาสทางอาชีพและกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความชอบและศักยภาพของผู้สูงอายุ</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2023042838d210180e00034eb042e8e281d8ad35162709.jpg" style="width: 350px; height: 234px;" /></p>

<p>ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการสร้างเครือข่ายผู้นำคนรุ่นใหม่จากภาครัฐและเอกชนทำให้เกิดการร่วมกันรังสรรค์นวัตกรรมเชิงนโยบายที่สะท้อนการส่งเสริมและการสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งชาติ พร้อมทั้งสร้างศักยภาพผู้นำภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างดี โดยเรามุ่งหวังว่าข้อเสนอนโยบายเชิงนวัตกรรมต่าง ๆ จากผู้เข้าร่วมอบรม PPCIL นี้จะเป็นหนึ่งในข้อเสนอนโยบายเชิงนวัตกรรมที่จะถูกนำไปส่งเสริมและใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป</p>

<p>#NIA #innovation #NIAacademy #PPCI</p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.2023050150b185156923e4f83b07710427e1239a150953.jpg' type='image/jpg' length='29630' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[NIA เปิดตัวสำนักงานภูมิภาคแห่งแรก "NIA Northern Regional Connect"]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/320</link>
<guid isPermaLink="false">46ab0f673c6f7f233cbfec63a98c8a1d</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>สำนักงานภาคเหนือ NIA หรือ &lsquo;NIA Northern Regional Connect&rsquo; ตั้งอยู่ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ดำเนินงานครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง รวม 11 จังหวัด</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.202305016f72e547ba42fc5db00bac91d1b34afa150549.jpg" style="width: 600px; height: 338px;" /></p>

<p>ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า เอ็นไอเอเริ่มพัฒนากิจกรรมด้านนวัตกรรมมาเกิน 15 ปี เน้นการทำงานผ่านการให้ทุนกับผู้ประกอบการนวัตกรรมในพื้นที่ พร้อมทำงานร่วมกับธุรกิจ สมาคม จนมาถึงจุดเปลี่ยนพบว่าการให้ทุนอย่างเดียวไม่เพียงพอและโครงสร้างพื้นฐานหลายส่วนในระดับภูมิภาคก็เริ่มจะก่อกำเนิดขึ้น&nbsp;</p>

<p>โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติพร้อมเดินหน้าต่อยอดผลักดันเชียงใหม่สู่ &ldquo;จังหวัดศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมในภูมิภาคภาคเหนือ&rdquo; เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ มีความพร้อมสู่การเป็นเมืองนวัตกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมหลากหลาย มีสถาบันการศึกษาชั้นนำในภูมิภาคที่สามารถเป็นแหล่งผลิตนวัตกรได้ และมีสภาพแวดล้อมที่พร้อมต่อการเป็นบ้านหลังใหม่ของดิจิทัลโนแมดและสตาร์ทอัพจากทั่วโลก</p>

<p>.</p>

<p>โดยสำนักงานภาคเหนือจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม (System Integrator) ระหว่างกลไกด้านนวัตกรรมกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างกิจกรรมทางด้านนวัตกรรมในพื้นที่ โดย NIA วางแผนพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่และภูมิภาค ภายใต้กลไก 3 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนด้านการเงิน (Finance) การสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายภูมิภาค (Network) และการบริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligent)</p>

<p>.</p>

<p>ตั้งเป้าภายใน 5 ปี จะเกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 3,000 อัตรา มีการเข้าถึงนวัตกรรมทางด้านสังคมของตัวแทนชุมชนไม่น้อยกว่า 400 คน เกิดการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งสิ้น 263 ล้านบาท และก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดของภาคเหนือ (GPP) เพิ่มขึ้น 0.042% และเกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 0.0011%</p>

<p>.</p>

<p>#NIA #NORTHERNREGIONALCONNECT #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #มาปะกั๋นเน้อ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501e9e48fe59492d0b536a4858408e45b89150459.jpg' type='image/jpg' length='34835' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Air Guitar-Speed Up Recover with Joy]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/319</link>
<guid isPermaLink="false">d377bbee392c2c92b503ea7809413490</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 15:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20230501db50bc373604f5c3bfea8d50c954e933150117.png" style="width: 600px; height: 444px;" /></p>

<p>📣 นวัตกรรม Air guitar เป็น Software Package game รวมกับอุปกรณ์ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกนิ้วมือของผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงจากโรคทางระบบประสาทผ่านการใช้การจำลองการเล่นกีตาร์เสมือนโดยสามารถเพิ่มแรงต้านให้แก่นิ้วมือได้ตามระดับความพิการ นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัดความคล่องตัวของมือ โดยวัดได้ทั้งพิสัย ความเร็ว และความแข็งแรงซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเก็บรวบรวมแล้วส่งให้แพทย์หรือนักกิจกรรมบำบัดที่ดูแลคนไข้อยู่ ซึ่งจะทำให้คนไข้สามารถฝึกได้ที่บ้านไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลและแพทย์สามารถติดตามผลได้ ทำให้สามารถดูแลคนไข้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้คนไข้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ทำให้การฟื้นฟูสมรรถภาพคนไข้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยฝึกได้ต่อเนื่อง</p>

<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.2023050191c445f8057f8d58c19430f3141796b7150117.png" style="width: 600px; height: 338px;" /></p>

<p>📣 โดยผลงาน นวัตกรรม Air guitar จากห้องปฏิบัติการวิจัยวัสดุนาโน ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกลุ่มดนตรีบำบัด ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการเข้าแข่งขัน SMID Health Hackathon 2021 อีกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.202305015ae439cd2dc3e93fc7b3466ee1cf1565150117.png' type='image/png' length='310884' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นวัตกรรมหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะชนิดมีพัดลมพร้อมชุดกรองอากาศ]]></title>
<link>https://arc.nia.or.th/th/content/category/detail/id/6/iid/318</link>
<guid isPermaLink="false">22ed512c348fb2a99579d96ee149243e</guid>
<pubDate>Mon, 01 May 2023 14:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/file/get/file/1.20230501122ebcbc0dfd6cbc17fcc737e913c955145928.jpg" style="width: 500px; height: 349px;" /></p>

<p style="text-align: center;"><span style="color:#0000cd;"><strong>นวัตกรรมหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะชนิดมีพัดลมพร้อมชุดกรองอากาศ (Powered Air Purifying Respirator : PAPR)</strong></span></p>

<p style="text-align: center;">&nbsp;มีลักษณะเป็นหมวกคลุมศีรษะและปั๊มลมช่วยดันลม ใช้ฟิลเตอร์เป็นเทฟลอนเช่นเดียวกัน</p>

<p style="text-align: center;">โดยอุปกรณ์ดังกล่าวป้องกันเฉพาะส่วนคอถึงศีรษะเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ร่วมกับชุด PPE-Personal Protective Equipment</p>

<p style="text-align: center;">โดยปั๊มลมด้านหลังนอกจากจะช่วยในเรื่องการหายใจแล้วยังสามารถกรองเชื้อไวรัสได้อีกด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://arc.nia.or.th/th/file/get/file/1.20230501122ebcbc0dfd6cbc17fcc737e913c955145928.jpg' type='image/jpg' length='17948' />
</item>
</channel>
</rss>
